【Spoil:สปอยล์】โกนหนวดไปทํางานแล้วกลับบ้านมาพบเธอ ไลท์โนเวล เล่ม 4
- igqsan
- May 2, 2021
- 5 min read
Updated: Jun 7, 2021
ยอมรับอย่างหนึ่งเลยว่า เป็นการอ่านนิยายและแปล รวมถึงเขียนสรุป ที่ทำให้ผมน้ำตาไหลอออกมาเอง ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กับ .
.

.
ถ้าเตรียมกระดาษทิชชู่พร้อมแล้ว เราขอนำท่านเข้าสู่เนื้อหาเล่ม 4 ที่เที่ยวนี้ผมเขียนละเอียดมากกว่าตอนเล่ม 3 เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น มันจะทำให้เล่มนี้เสียอรรถรสอย่างแรง ทุกคำพูดสำคัญผมเก็บมาหมด ชนิดขนาดกลัว LC มาโกรธเลยล่ะครับ . ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญทุกท่านครับ . ◤◢◤◢◤ สรุปเนื้อเรื่อง ◢◤ ◢◤ ◢

. สำหรับในเล่ม เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท เช่นเคยครับ . Part แรกเป็นการเปิดเผยเรื่องราวในอดีตของซายุ
.
หลังจากที่พี่ชายซายุบุกมาถึงหน้าบ้านโยชิดะ ซึ่งโยชิดะรู้ได้ว่าเป็นตัวจริงแท้แน่นอน ไม่ได้มาหลอกอำกันจากปฏิกริยาของซายุ ที่เริ่มต้นการโต้เถียงกับพี่ชายทันที พี่ชายของเธอตำหนิเธอที่หนีออกจากบ้านมาอยู่ในบ้านของใครก็ไม่รู้แบบนี้ ซายุเองก็เถียงกลับทันทีแบบไม่ลดละว่า "คุณโยชิดะเป็นคนดีนะคะ" ในขณะที่พี่ชายก็เถียงกลับเช่นกันว่า"ผู้ใหญ่แกล้งดีน่ะเยอะแยะไป" .
โยชิดะซึ่งเห็นท่าแล้วว่าเกมยาวแน่นอน ให้มาเถียงกันอยู่หน้าห้องแบบนี้คงไม่ดีแน่ จึงเอ่ยปากเชิญพี่ชายซายุเข้าบ้าน เสริฟ์น้ำร้อนน้ำชา ก่อนจะแวบไปโทรไปลางานที่บริษัทที่ริมระเบียง โดยบอกบริษัทว่า ป่วย (การเมือง) พลางรำพึงว่า นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ลาป่วยการเมืองแบบนี้ ตั้งแต่ซายุมาอยู่ด้วย โยชิดะเองก็เริ่มจะแยกไม่ออกเหมือนกันว่าสิ่งไหนที่เรียกว่าถูก หรือ ผิด แต่ใจเขาบอกว่าสิ่งที่เขาทำอยู่น่ะ คือ ความถูกต้อง เวลาแบบนี้จะปล่อยให้ซายุอยู่คนเดียวได้ไง . หลังจากกลับเข้ามา พี่ชายซายุขอบคุณโยชิดะที่ช่วยดูแลซายุมาตลอด พร้อมทั้งถามว่า "ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรแบบลึกซึ้งกันใช่ไหม" ซึ่งโยชิดะตอบทันทีว่า "ไม่มี" ขณะที่ซายุเองก็ตอบด้วยสีหน้าแดงก่ำว่า "ก็บอกตั้งแต่เมื่อกี้แล้วไงว่าไม่มี" เมื่อได้รับการยืนยันคำตอบแล้ว พี่ชายซายุถึงกับออกปากว่า"ถ้าผู้ใหญ่เป็นคนดีแบบคุณโยชิดะทุกคนก็คงจะดีนะครับ" ก่อนจะหันไปบอกกับซายุว่า "คุณแม่สั่งมาพาตัวเธอกลับบ้านนะ" . เมื่อได้ยินดังนั้นซายุ สวนกลับโดยไม่รั้งรอทันทีว่า "มันไม่มีทางที่คุณแม่จะเป็นห่วงฉันหรอก ถึงขั้นนี้แล้ว บอกเหตุผลที่แท้จริงมาเถอะ" ซึ่งเหตุผลที่พี่ชายเธอตอบมา ไม่ได้ทำให้ซายุแปลกใจในการกระทำของคุณแม่เธอ แต่สำหรับโยชิดะ มันเสียดแทงใจเขาอย่างที่สุด ตั้งแต่ปฏิกริยาแรกที่ซายุแสดงออกมา ถึงการไม่เชื่อว่าที่คุณแม่ให้กลับบ้านเพราะเป็นห่วงเธอ และยิ่งเจ็บหนักเมื่อได้ยินเหตุผลของพี่ชาย . "คือทางสมาคมผู้ปกครองและครูเริ่มสงสัยแล้วน่ะ ว่าลูกสาวถูกกักบริเวณหรือเปล่า เพราะตั้งแต่เธอหายไป คุณแม่ก็พยายามเต็มที่จะทำไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่ สั่งห้ามแพร่งพรายเรื่องเธอหนีออกจากบ้าน เพราะงั้นดูจากภายนอก ก็เหมือนแค่เธอขาดเรียนเฉย ๆ นั่นแหละ" คำพูดนี้ ทำให้โยชิดะถึงกับอดคิดไม่ได้ว่า ลูกสาวทั้งคนหนีออกจากบ้าน กลับไปห่วงถึงการเป็นเรื่องใหญ่โตนี่นะ "ครูประจำชั้นเธอก็มาเยี่ยมที่บ้านหลายรอบแล้ว คุณแม่ก็เอาแต่บอกว่า "ลูกสาวไม่ยอมออกจากห้อง" จนนี่ผ่านมาก็ครึ่งปีแล้ว ทางสมาคมก็เลยเริ่มสงสัยแล้วน่ะสิ" "เพื่อแก้ปัญหานี้ก็เลยจะมาพาตัวฉันกลับสินะ" ซายุตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาหลังจากได้ยินเหตุผลจากพี่ชายเธอ ซึ่งพี่ชายก็ได้แต่ถอนหายใจยาวพร้อมพยักหน้ารับ . จากคำพูดของพี่ชายและซายุทำให้โยชิดะ ถึงกับสงสัยว่า เด็กที่พื้นฐานจิตใจดีงามอย่างซายุแต่กลับแสดงกริยาต่อแม่ของตัวเองแบบนั้น ซึ่งดููท่าแล้วเหตุผลที่ซายุหนีออกจากบ้านคุณแม่เธอคงต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน ความสงสัยที่รุมเร้าจิตใจนี้ทำให้โยชิดะถึงกับเอ่ยปากว่า "คุณแม่ไม่คิดบ้างเลยเหรอ ว่าทำไมลูกสาวถึงหนีออกจากบ้านน่ะ?" คำถามนี้พี่ชายซายุได้แต่ตอบแบบเจื่อน ๆ ว่า "จะพูดว่าไม่คิดเลยก็คงไม่ใช่ แค่คิดไม่ถึงขั้นนั้นมากกว่าครับ" . เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว โยชิดะจึงขอเวลาให้กับซายุ เพื่อให้เธอได้คิดทบทวนและเตรียมตัวเตรียมใจแม้อีกสักหน่อยก็ยังดี พี่ชายของเธอหลังจากคิดสักครู่หนึ่ง จึงขออนุญาตจากโยชิดะที่จะคุยกับซายุเป็นการส่วนตัวที่อื่น โดยสัญญาว่าจะไม่ฝืนใจพาตัวเธอกลับไปแน่นอน ซึ่งโยชิดะก็โอเค พี่ชายเธอจึงขอตัวไปรอที่รถก่อน เพราะเนื่องจากว่า ซายุอยู่ในสภาพชุดอยู่บ้าน ต้องให้เวลาเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าสักนิด . หลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ซายุซึ่งอยู่กับโยชิดะเพียงสองต่อสอง ก็กอดโยชิดะจากทางด้านหลัง ทำเอาโยชิดะถึงกับสะดุ้งโหยงว่าเกิดอะไรขึ้น พลางถามซายุ" มีอะไรเหรอ?" ซายุจึงตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า " รู้สึกกลัวนิดหน่อยน่ะค่ะ หนูเนี่ยอ่อนแอจริง ๆ นะคะ" ซึ่งโยชิดะก็ได้แต่จับมือซายุพลางพูดปลอบให้เธอรู้สึกดีขึ้น ก่อนที่ซายุจะขอตัวเพื่อออกไปเผชิญหน้ากับความจริงที่รอเธออยู่
.

.
หลังจากที่ซายุออกจากบ้านไปแล้ว โยชิดะก็หยิบที่โกนหนวดขึ้นมา พร้อมกับ โกนหนวด............. . ทางด้านซายุเอง หลังจากออกไปกับพี่ชายแล้ว พี่ชายของเธอโล่งอกที่โยชิดะเป็นคนดี แต่สิ่งที่เธอไม่ได้บอกพี่ชายคือ เธอนั้นผ่านมือผู้ใหญ่ไม่ดีแบบที่พี่เธอกังวลมาแล้วไม่รู้กี่คน เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ที่พี่ชายเธอตามสืบหาตัวเธอจนเจอได้เนี่ยพี่เธอรู้อะไรมาบ้างแล้วบ้าง แต่สิ่งที่เธอเปิดอกพูดกับพี่ชายของเธอก็คือ จนกว่าเธอจะให้คำตอบกับตัวเธอเองได้ว่า ที่เธอหนีออกจากบ้านมาจนถึงตอนนี้ เธอได้อะไรกลับมาบ้าง เธอยังไม่อยากกลับบ้าน ซึ่งพี่ชายของเธอก็ยอมรับในความเห็นเธอ แต่ก็บอกว่าเขาสามารถถ่วงเวลาให้เธอได้อีกแค่ 1 อาทิตย์เท่านั้น ขอให้เธอใช้เวลานั้นในการหาคำตอบให้กับตัวเธอให้เต็มที่ ซึ่งซายุก็ตกลงตามข้อเสนอนั้น ก่อนที่พี่ชายเธอจะกลับไป . เมื่อกลับมาถึงห้อง ซายุได้ขอให้โยชิดะฟังเรื่องราวในอดีตของเธอประจวบเหมาะกับที่ อาซามิมาหาเธอที่บ้านพอดี ซายุจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเธอในอดีตให้ทั้งสองคนฟังพร้อมกันไปเลย . โดยเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มจากตอนม.5 ที่ซายุ โดน Social Sanction จนเหลือตัวคนเดียว สาเหตุเนื่องมาจาก มีผู้ชายที่มาสารภาพรักกับเธอ แล้วเธอปฏิเสธ แต่เจ้ากรรม ตาผู้ชายนั่น คือ หนุ่มในสเปคของสาวนางหนึ่งในห้องเธอ ไม่กี่วันต่อมาหลังจากเธอปฏิเสธ สาวนางนั้นเรียกเธอไปคุยด้วย โดยเข้าใจว่าซายุปฏิเสธผู้ชายคนนั้นเพราะซายุรู้ว่าเธอชอบเขาอยู่ แต่ด้วยความซื่อของซายุเธอตอบว่าเธอบ่ฮู้ สาวนางนั้นเลยพาลใส่ซายุ โดยทึกทักเอาว่า การที่ซายุปฏิเสธพ่อหนุ่มนั่นเพราะคิดว่าพ่อหนุ่มนั่นไม่คู่ควรกับซายุ อันเหมือนเป็นการดูถูกเธอทางอ้อมว่า ผู้ชายที่เธอชอบน่ะ มันไร้ค่าในสายตาซายุด้วยเหตุนี้ ซายุจึงตกเป็นเป้าของข่าวลือในด้านลบและถูกทั้งห้องเรียนแบน ทำตัวเหมือนไม่มีตัวตน . แต่....อย่าคิดว่าแค่นี้จะทำอะไรซายุได้ เธอกลับชอบเสียด้วยซ้ำ เพราะปกติอยู่ที่บ้านเธอก็มักไม่เป็นที่สนใจของแม่เธออยู่แล้ว เพราะแม่เธออะไร ๆ ก็มีแต่พี่ชายเธอ ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน เธอก็ไม่เคยได้รับคำชมจากแม่เธอแม้แต่คำเดียว ทุกอย่างมีแต่พี่ชายเธอมาโดยตลอด เหมือนเธอไร้ตัวตนสำหรับแม่ของเธออยู่แล้ว ดังนั้น เธอจึงไม่คิดจะพยายามอะไรในชีวิตให้มากมายเพราะทำไปก็ไร้ค่าไม่มีคนสนใจ เป็นการดีเสียอีกที่เรื่องการถูกแบนให้อยู่คนเดียวแบบนี้ เธอไม่ต้องกลัวว่าแม่เธอจะรู้ ซายุใช้ชีวิตตัวคนเดียวอย่างมีความสุข เพราะเธอสามารถพึ่งพาตัวเองได้ทุกเรื่อง จนกระทั่งวันหนึ่งที่เธอคนนั้นปรากฎตัว เธอผู้ซึ่งซายุมอบคำว่าเพื่อนให้กับเธอ . ช่วงพักกลางวันในช่วงใกล้ปิดภาคเรียนฤดูร้อน วันหนึ่งขณะที่ซายุหลบฉากมากินข้าวกล่องคนเดียว บนดาดฟ้าอาคารเรียน สาวน้อยนางหนึ่ง ก็ปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าซายุ เธอชื่อ "มาซากะ ยูโกะ" เธอผู้นี้ได้มาขอเป็นเพื่อนกับซายุ ด้วยเหตุผลสุดล้ำ "ซายุจังเท่สุด ๆ เลยอะ ทำไงถึงเท่แบบนี้ได้ ขนาดโดนทั้งห้องแบนก็ยังไม่หวั่น แถมยังเฉิดฉายกว่าเดิมอีก ไม่รู้จะเท่จนวัวตายควายล้มยังไงอีกแล้ว นี่ ๆ เป็นเพื่อนกับฉันได้ไหม?" ซายุจังเองก็ไม่ปฏิเสธ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้คือ นี่คือ จุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดที่กำลังรอเธออยู่ .

. ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวตลอด ดังนั้น สิ่งที่เธอไม่เคยได้ลิ้มรสสัมผัสคือ "รสชาติของมิตรภาพ" ซึ่งในขณะเดียวกัน "มิตรภาพมันก็คือยาพิษชั้นดีที่เมื่อลองได้ลิ้มรสจนติดใจ เมื่อถึงคราวไม่มีมัน มันจะนำพาซึ่งความเจ็บปวดมาสู่ผู้ที่ได้ลิ้มรสนั้น" ซายุเองก็หนีไม่พ้นคำพูดนี้เช่นกัน เมื่อซายุได้มีเพื่อนเธอเองก็ได้รับรู้ถึงความสุขของการมีเพื่อน แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไม่นาน อยู่มาวันหนึ่ง ซายุสังเกตได้ว่า ยูโกะมาหาเธอน้อยลง กริยาท่าทางก็เปลี่ยนไป เธอจึงถามสาเหตุจากยูโกะ ซึ่งสาเหตุนั้น เนื่องมาจากการที่ยูโกะมาสนิทกับซายุ ทำให้กลุ่มสาว ๆ ที่แบนเธอนั้นไม่พอใจ จนไปเล่นงานยูโกะ เรื่องนี้ทำให้ซายุแค้นใจจนร้องไห้ออกมา พร้อมทั้งสัญญาว่า เธอจะสู้ฝ่าฟันไปด้วยกันกับยูโกะ . แต่เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้น ตามหลักการแกล้งกันในสังคมญี่ปุ่น เราจะไม่แค่แกล้งอย่างเดียว เราจะล้างสมองคนที่ถูกแกล้งด้วย ยูโกะ ถูกกลุ่มสาวที่แบนซายุ ฝังข้อมูลใส่หัว เป็นเพราะยูโกะ ทำให้ซายุโดนโดดเดี่ยว เป็นเพราะยูโกะ ทำให้ซายุโดนแกล้ง ถ้าไม่มียูโกะ ซายุคงได้เป็นเพื่อนกับกลุ่มสาว ๆ แล้ว แต่เพราะซายุมัวแต่ห่วงคนหน้าตาจืดอย่างยูโกะ ตัวเองเลยไม่มีเพื่อนไปด้วย ซายุพยายามอย่างเต็มที่ที่่จะห้ามความคิดนั้นของยูโกะ แต่ ยูโกะไม่ได้จิตใจเข้มแข้งเหมือนซายุ ในที่สุดเธอก็สติแตก และตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาซายุโดยที่ซายุทำอะไรไมได้เลย ก่อนตายเธอได้แต่เฝ้าขอโทษซายุ ที่เธอเป็นตัวก่อปัญหาให้ซายุ สิ่งที่เธอตัดสินใจไม่ใช่ความผิดซายุ แต่เพื่อให้ซายุจังมีรอยยิ้มตลอดไป เพราะเธอชอบรอยยิ้มของซายุที่สุด นี่คือคำพูดสุดท้าย ก่อนที่เธอจะหายไปจากดาดฟ้าตึก . ภาพที่เพื่อนรักของเธอกระโดดตึกต่อหน้าต่อตาเธอในวันนั้น ทุกวันนี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนเแม้แค่เพียงนึกถึงเพื่อเล่าเรื่องราวในอดีตให้กับ โยชิดะ กับ อาซามิฟัง ก็ถึงกับทำให้เธอสำรอกของที่อยู่ในกระเพาะเธอออกมาทันทีจนเลอะกระโปรงอาซามิไปหมด และยังไม่พอเธอยังอาเจียนออกมาอีกจนเลอะพื้นไปหมด โยชิดะเห็นอาการเธอทำท่าจะไม่ดี จึงบอกให้เธอหยุดเล่าก่อน เพื่อให้เธอได้พักจิตใจ แต่ซายุยืนยันที่จะเล่าต่อ พร้อมขอให้ทั้งสองคนอยู่ฟังเรื่องของเธอจนจบ เพราะเธอได้เตรียมใจไว้แล้ว ทั้งคู่จึงได้แต่เคารพการตัดสินใจของซายุ . ใช่เพราะความโชคร้ายของซายุยังไม่จบเพียงเท่านี้ จากการที่เธอเป็นประจักษ์พยานคนสุดท้ายที่เห็นยูโกะเสียชีวิต ทำให้เธอ ถูกสอบปากคำ ทั้งจากครู และ ผู้อำนวยการ ไปจนถึงตำรวจ เธอถูกตั้งข้อสงสัยว่า เธอนั่นแหละ เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งว่าเป็นคนฆาตกรรมยูโกะเพื่อนของเธอ นอกจากนี้จากการที่ข่าวแพร่สะพัดออกไป ทำให้สื่อมวลชนต่าง ๆ แห่กันมาดักรอทำข่าว ตั้งแต่เธอก้าวขาออกจากบ้าน จนถึงหน้าโรงเรียน ทั้งขาไปและขากลับ รวมถึงพยายามเข้าไปสัมภาษณ์เธอถึงในบ้าน ซึ่่งเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ฐานะของเธอในบ้านที่เดิมก็เป็นเหมือนแค่วัตถุชิ้นหนึ่่งในบ้านอยู่แล้ว ยิ่งสั่นคลอนหนักเข้าไปอีก . ในวันแรกที่เกิดเหตุ เธอได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แม่ของเธอฟัง ซึ่งแม่ของเธอได้ลงความเห็นว่า ลูกสาวเธอไม่มีทางฆ่าเพื่อนเธออย่างแน่นอน ทางด้านพี่ชายของเธอเองที่ปกติจะยุ่งจนไมค่อยกลับบ้าน พอเกิดเรื่อง ก็พยายามกลับมาบ้านให้บ่อยที่สุด นอกจากจะห่วงซายุแล้ว ยังเป็นเพราะห่วงอาการป่วยฮิสทิเรียของคุณแม่ ซึ่งจะกำเริบเมื่อเจอคนมาก ๆ จนเกิดอาการคลุ้มคลั่งได้ . โชคร้ายที่สภาพจิตใจของซายุตอนนี้ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ความเสียใจจากการสูญเสียเพื่อน ภาพที่เพื่อนเธอฆ่าตัวตายยังคงวนเวียนหลอกหลอน ประกอบกับสื่อที่ออกข่าวทีวีทุกเช้าเย็น แถมยังมีฝูงแร้งนักข่าวที่รายล้อมจ้องจะรุมทึ้งเธออีก ทำให้เธอกลัวจนไม่กล้าออกจากบ้าน ขนาดแม่เธอที่เป็นจอมระเบียบขนาดเธอเป็นหวัดยังไม่ยอมให้หยุดเรียน คราวนี้ยังยอมให้เธอหยุดเรียนโดยไม่ว่าอะไร . แต่...ถ้าคิดว่าแค่นี้ความโชคร้ายจะยอมปราณีซายุล่ะก็ คงดูถูกคราวเคราะห์แบบพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกของซายุจนเกินไป แม่ของเธอซึ่งป่วยเป็นโรค Histeria ตั้งแต่หย่ากับพ่อของซายุ เมื่อเจอกระแสกดดันจากสื่อต่าง ๆ หนัก ๆ เข้าในที่สุด อาการคลุ้มคลั่งของเธอก็กำเริบ เธอเริ่มโทษลูกสาวตัวเองว่า ทั้งหมดทั้งปวงเป็นความผิดของซายุ ในขณะที่พี่ชายของเธอทำงานอย่างหนักเพื่อสืบทอดบริษัทแต่เธอรังแต่จะสร้างปัญหาให้ครอบครัว ซายุ ไม่มีเหตุผลใด ๆ จะแก้ตัวทั้งสิ้น เธอรู้ถึงอาการป่วยแม่เธอดี เธอได้แต่เฝ้าบอกว่า "หนูขอโทษค่ะ คุณแม่" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คุณแม่เธอ ซึ่งสติหลุดไปแล้ว หาได้สงบลงไม่ ในที่สุด คุณแม่ของซายุก็เอ่ยคำที่ไม่ควรเอ่ยออกมา "หรือแกนั่นแหละที่เป็นคนฆ่าเพื่อนแก" . ใช่...คำนี้คือ ระเบิดที่ถูกฝังในใจซายุ รอแค่ให้คนมาเหยียบ และคนที่มาเหยียบ คือ คุณแม่ของเธอเอง ตัวเธอในตอนนี้ก็เฝ้าแต่โทษตัวเองเหมือนกันว่า เป็นเพราะเธอ ทำให้เพื่อนเธอถูกกลั่นแกล้งจนฆ่าตัวตาย เป็นคนอื่นมากล่าวหาเธอยังพอทน แต่นี่เป็นคนในครอบครัว ทำใหเธอฟิวส์ขาดผึงขึ้นมาทันที . "คุณแม่น่ะไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกหนูหรอก รู้ไหมว่าความรู้สึกของคนที่หนูยอมเปิดใจรับเป็นเพื่อนคนแรก แล้วเป็นเพราะตัวหนูเอง เขาเลยถูกแกล้งจนฆ่าตัวตายน่ะ มันรู้สึกยังไง คุณแม่น่ะไม่มีวันเข้าใจหรอก.....ในเมื่อหนูมันเกะกะลูกตาคุณแม่นักล่ะก็ งั้นหนูจะหายไปให้เองค่ะ......" ก่อนที่เธอจะวิ่งขึ้นห้อง เปลี่ยนเป็นชุดนักเรียน เก็บข้าวของก่อนจะออกจากบ้านไป แต่ก่อนที่เธอจะออกจากห้อง พี่ชายก็โผล่หน้าเข้ามาพอดี ซึ่งเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากซายุทั้งหหมด พี่ชายก็พอเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ และเห็นด้วยว่าตอนนี้ไม่ควรให้ซายุเจอหน้าแม่จะเป็นดีที่สุด . เมื่อคิดดังนั้นเขาจึงบอกให้ซายุไปด้วยกันจนกว่าจะถึงสถานี เมื่อถึงสถานี เขาจึงไปกดเงินมาให้ซายุ 3 แสนเยน พลางบอกว่า "ถ้าหนีออกจากบ้านแล้วไม่มีเงิน พรุ่งนี้ก็จบเห่แล้ว เอ้านี่ 300,000 เยน มีเท่านี้ก็น่าจะพออยู่ได้สักครึ่งเดือนล่ะนะ ฟังให้ดีนะ ไปหาโรงแรมดี ๆ อยู่นะ และ ถ้าคิดว่ามีอันตรายล่ะก็ให้ติดต่อพี่ทันที ถ้ารักษาสัญญา 2 ข้อ นี้ได้เรื่องแม่เดี๋ยวพี่จะช่วยคุยให้เอง" "ขอบคุณค่ะพี่" " เจอเรื่องหนัก ๆ มาถึงตอนนี้ถือว่าพยายามได้ดีมากแล้วล่ะ พักสักหน่อยเถอะนะ" ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกจากกัน . และนี่เป็นครั้งแรกของซายุตั้งแต่เกิดมา กับการออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียว เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า "โดดเดี่ยว" อย่างแท้จริง ทำให้เธอต้องคิดว่าเธอจะทำอะไรดี ตอนนี้ได้เงินจากพี่ชายมา 3 แสนเยนเอาไปทำอะไรดีน้า อยากลองทำอะไรผิด ๆ ดูบ้างจัง แต่จะลองดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ใจก็ยังไม่กล้าพอ สุดท้ายเลยได้แต่แก้ผ้าในห้องโรงแรมแล้วนั่งช่วยตัวเองทั้งวัน จนกลายเป็นกิจวัตร ทุกคร้้งที่เสร็จสมอารมณ์หมายไปแล้ว แม้จะรู้สึกสมเพชตัวเองขึ้นมาทุกครั้ง แต่ทำไมถึงหยุดไม่ได้ก็ไม่รู้ . เวลาผ่านไป ๆ เงินที่เธอมีก็เริ่มร่อยหรอลง จนเหลือแค่ไม่กี่หมื่นเยน เธอจึงเริ่มคิดหาวิธีที่จะต่อชีวิตเธอให้ยืนยาวขึ้น พี่ชายเธอบอกให้เธอหาที่ปลอดภัยอยู่ ถ้าเป็นเนตคาเฟ่ล่ะก็ น่าจะพอต่ออายุเธอได้บ้าง และในวันที่ 3 ของการพักค้างในเนตคาเฟ่ พี่ชายเธอซึ่งคำนวณวันหมดของเงินไว้แล้วก็โทรมาหาเธอถามว่าเธออยู่ทีไหน และเธอได้โกหกพี่ชายเธอว่าอยู่โรงแรม ซึ่งพี่ชายเธอเองก็กึ่งไม่เชื่อ จึงถามจี้เธอ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้จะหาเรื่องมาโกหกยังไงเหมือนกัน . หนัก ๆ เข้า เธอจึงรู้สึกอยากปลดปล่อยตัวเองขึ้นมา ไหน ๆ ก็ไม่อยากกลับบ้านนั้นแล้ว งั้นก็ปลดปล่อยตัวเองให้เต็มที่เลยล่ะกัน พอแบตมือถือหมด เธอก็โยนมือถือเธอทิ้งลงถังขยะ เงินก็หมดแล้ว ไม่มีที่ไหนให้ไป เธอเที่ยวท่องไปในเมืองยามค่ำคืนจนในที่สุดก็เจอผู้ชายใส่สูท ทักเธอขึ้นมาว่า "สาว JK มาทำอะไรกลางค่ำกลางคืนแบบนี้ มันอันตรายนะรู้ไหม คืนนี้ค้างที่บ้านพี่ไหม" . อา...นี่สินะ อันตรายที่พี่บอกไว้ แต่ความรู้สึก "อยากปลดปล่อย" ตอนนี้มันเกินกว่าที่จะห้ามไหวแล้ว โดยที่เธอไมรู้ตัว เธอได้เอ่ยออกไปว่า "จะไม่เป็นการรบกวนหรือคะ" .....และครั้งแรกของซายุก็เสียให้ผู้ชายที่เธอไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อด้วยซ้ำ
.

.
"จากนั้นก็เป็นอย่างที่คุณโยชิดะว่าไว้แหละค่ะ พอเสียครั้งแรกไปแล้ว จะทำอีกกี่ครั้งมันก็เหมือนกัน เลยใช้ตัวแลกกับที่ซุกหัวนอนมาตลอด จนมาเจอกับคุณโยชิดะนี่แหละค่ะ นี่คือ เรื่องราวที่ผ่านทั้งหมดของหนูค่ะ" ซายุเล่าจบพร้อมน้ำตาที่ไหลรินอาบทั้งสองแก้มของเธอ แต่ท่าทางของเธอบอกได้ถึงความสบายใจที่ได้ระบายถึงสิ่งที่เธออัดอั้นมานาน . "ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะ" โยชิดะกล่าวขอบคุณเธอ "ขอบคุณที่รับฟังนะคะ" ก่อนที่อาซามิจะโอบกอดซายุพร้อมลูบหลังปลอบซายุที่ร้องไห้ออกมาอย่างหนักเหมือนเธอได้ปลดปล่อยความทุกข์ที่กัดกินจิตใจเธอมาอย่างยาวนานไปพร้อมกับสายน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับน้ำล้นเขื่อน จนกระทั่งผลอยหลับไปในอ้อมกอดของอาซามิ . หลังจากที่ซายุหลับไปอาซามิ ได้ถามว่าโยชิดะว่าจะเอาไงต่อกับซายุ โยชิดะในตอนแรกก็ได้แต่ตอบว่า ตัวเขาเป็นคนนอก คงเข้าไปจุ้นจ้านอะไรมากไม่ได้ จนอาซามิต้องถามจี้ว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่โยชิดะ คิดว่าถูกต้องและอยากทำให้กับซายุที่สุด ซึ่งโยชิดะก็ได้ตอบว่า "ฉันน่ะคิดว่าถ้าได้เห็นรอยยิ้มจากหัวใจของซายุ ก็คงดีนะ จริง ๆ ก็อยากให้เธอได้อยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข ได้ใชัชีวิตในฐานะนักเรียน แต่ยิ่งกว่านั้น คือ ฉันอยากให้เธอยิ้มได้จากหัวใจเหมือนตอนที่อยู่ที่นี่ ไม่ว่าเธออยู่ที่ไหนก็ตาม ต่อให้ไม่มีฉันอยู่ด้วย ฉันก็อยากให้เธอมีรอยยิ้มนี้ตลอดไป นี่คือสิ่งที่ฉันหวังไว้ล่ะ "อาซามิเองเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ก็ถึงกับออกปากว่า "ขนาดนี้นี่ โยชิดะไม่ใช่คนอื่นสำหรับซายุแล้วล่ะ ไม่ว่าเมื่อไรก็คิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับซายุแบบนี้" . Part ที่ 2 เป็นการเปิดเผยความในใจของซายุต่อโยชิดะ . ข่าวการกลับบ้านของซายุที่แพร่สะพัดไปในหมู่คนรู้จักของที่ทำงานของโยชิดะ จากปากของโยชิดะนี่แหละ เมื่อได้ทราบข่าว รุ่นน้องก็ขอยืมตัวซายุในตอนเย็น โดยสัญญาว่าจะพาเธอไปส่งที่บาเน โดยเธอได้พาซายุไปสนามหวดลูกเบสบอล และสอนซายุเล่นก่อนที่จะคุยแบบเปิดใจกับซายุ ซึ่งซายุเองยอมรับกับรุ่นน้องว่า เธอยังไม่อยากกลับ และ ยังคงกลัวในจิตใจ แต่สิ่งที่เธอรู้ได้อย่างหนึ่งคือ เธอกับโยชิดะ เหมือนพ่อลูกกันไม่มีผิด การที่โยชิดะ ไม่ได้ต้องการตัวเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง แต่มองเธอในฐานะเด็กคนหนึ่ง ทำให้เขาให้ความอบอุ่นกับเธอได้ขนาดนี้ . รุ่นน้องเองก็ Clear cut ความรู้สึกกับซายุเช่นกันว่า ซายุเองคงรู้ว่าเธอชอบโยชิดะ สำหรับตัวเธอแล้วยังไงก็คงอยากให้ซายุกลับบ้าน แต่ไม่ว่ายังไงเธอเองก็ชอบซายุมากเช่นกัน ดังนั้นเธอก็ขอเป็นหนึ่งในกำลังใจให้ซายุ ขอให้เธอมั่นใจว่าตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียว เธอมีโยชิดะ ที่ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสำหรับเธออีกแล้ว แต่เป็นคนคนหนึ่งในครอบครัวเธอ มีเพื่อนที่ให้ความสำคัญกับเธอ ขอให้ตัดสินใจให้เด็ดขาดที่จะทุกอย่างให้มันจบ คำพูดนี้ถึงกับทำให้ซายุร้องไห้ออกมาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตของเธอ ที่คนหลายคนพยายามที่ช่วยทำให้ชีวิตเธอกลับสู่วิถีที่มันควรจะเป็นมากขนาดนี้
.

. หลังจากพาซายุมาส่งบ้าน โยชิดะเอ่ยปากที่จะไปส่งรุ่นน้องที่สถานีรถไฟ ระหว่างเดินไปด้วยกันรุ่นน้องได้เสนอให้โยชิดะ ไปส่งซายุที่ฮอกไกโด ไม่ต้องห่วงเรื่องงานที่นี่ เพราะไม่ว่ายังไงโยชิดะก็สำคัญสำหรับซายุ ในอีกนัยหนึ่งในใจของเธอนั้นอยากให้โยชิดะได้ช่วงเวลานี้การทบทวนความรู้สึกตัวเอง ว่า เขารู้สึกยังไงกับซายุกันแน่ แค่ความรักที่ให้กับเด็กคนหนึ่ง หรือ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ ถ้าให้โยชิดะจากกับซายุด้วยความรู้สึกคลุมเคลือแบบนี้ สักวันหนึ่งคงต้องเสียใจภายหลัง ตัวเธอเป็นคนชอบการตัดสินใจที่เด็ดขาด และเธอเองก็ไม่อยากให้คนรอบข้างเธอเองต้องเสียใจเพราะการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาดเช่นกัน และไม่ว่าบทสรุปของความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยแบบใด เธอก็อยากให้ทั้งคู่มีความสุข . รุ่งขึ้น ซึ่งเป็นเช้าวันเสาร์ เวลา 10 โมงเช้า โยชิดะเพิ่งจะตื่นนอน ในขณะที่ซายุยังคงหลับอยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะปกติเธอจะตื่นก่อนเสมอ แต่แล้วเขาต้องตกใจเพราะพี่ชายของซายุมาพบเขาถึงหน้าบ้านอีกครั้ง แต่คราวนี้ เป้าหมายของพี่ชายไม่ใช่ซายุ แต่เป็นโยชิดะ โดยเขาชวนให้โยชิดะไปทานข้าวเช้าด้วยกันกับเขาเพราะมีเรื่องอยากคุยกับโยชิดะ ซึ่งโยชิดะก็ตอบรับคำชวนนั้น . ในระหว่างมื้ออาหาร พี่ชายซายุได้กล่าวขอบคุณโยชิดะ และ ขอโทษที่ไปพบกะทันหัน ซึ่งเป็นการเสียมารยาทแบบครั้งก่อน จากการพูดคุยทำให้โยชิดะรู้ว่า พี่ชายนั้นสืบจนรู้เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดของซายุแล้ว สำหรับตัวพี่ชายเอง การที่ผู้ชายวัยกำดัดอย่างโยชิดะ ไม่แตะต้องตัวซายุในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งถือเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับเขา จนถึงกับเอ่ยปากถามว่า "ทำไมโยชิดะถึงใจดีกับซายุได้ถึงเพียงนี้ ถ้ามีจุดประสงค์อื่นอะไรที่แอบแฝงไว้ในใจอยู่แล้ว เช่น อยากคบกับซายุ หรือ อยากมีอะไรกับซายุ เลยใจดีกับซายุ ก็พอเข้าใจอยู่ แต่นี่ญาติก็ไม่ใช่ แค่เด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนก็ไม่รู้ ทำไมถึงยอมให้ซายุพักในบ้าน" . ซึ่งเมื่อลองคิดทบทวนดู โยชิดะเองก็ถึงกับสบถด่าตัวเองว่า "ขยะ" พร้อมกับสารภาพกับพี่ชายซายุว่า วันที่เขาเจอกับซายุครั้งแรกเขาอยู่ในอาการเมา และเจอสาว JK หน้าตาสะสวยนั่งจ๋องอยู่ที่เสาไฟฟ้า ความรู้สึกแรกที่ยอมให้ซายุเข้าบ้านมาน่าจะเพราะ ความน่ารักของซายุนั่นแหละ คำตอบนี้ทำเอาพี่ชายซายุถึงกับอึ้งในความเถรตรงของโยชิดะ พร้อมกับเอ่ยปากชมว่า ขนาดมีความรู้สึกแบบนี้ยังยอมให้ซายุอยู่ในบ้านโดยที่ไม่ทำอะไรเธอได้ โยชิดะนี่ถือเป็นขยะจริง ๆ แต่ยังไงก็ตามในความเป็นขยะของโยชิดะ การที่ซายุได้เจอกับโยชิดะในวันนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว . จากนั้นพี่ชายของซายุก็เริ่มเล่าเรื่องในอดีตของซายุให้โยชิดะฟัง ซายุนั้นเป็นเด็กที่เกิดมาโดยที่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณพ่อของซายุนั้นเป็นอดีตประธานบริษัท "โอกิวาระฟูดส์" ที่แม่ของซายุทำงานอยู่ ด้วยความสวยของแม่ซายุ ทำให้ท่านประธานเกิดติดตาต้องใจจนแต่งงานกันและแม่ของซายุก็ออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัวจนให้กำเนิดพี่ชายของซายุ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของแม่ของซายุ แต่ความรักนั้นไม่ยั่งยืน เมื่อถึงเวลาความรักก็หมดลง พ่อของซายุเป็นพวกที่เห็นผู้หญิงสวยเป็นไม่ได้ สุดท้าย จึงเทียวไปเทียวมาระหว่างแม่ของซายุ กับสาว ๆ คนอื่น และซายุเองก็เกิดขึ้นมาในช่วงเวลานั้นพอดี ช่วงเวลาที่พ่อของเธอหมดรักแม่ของเธอ จนตัดสินใจหย่าและแต่งงานใหม่ . ทำให้ซายุที่ควรจะเป็นอัญมณีอันเลอค่าจากความรักของพ่อแม่ กลับกลายเป็นดั่งตราบาปแห่งความหมดรักไป จนเธอไม่ได้รับความรักจากแม่ของเธอเลย ซายุเมื่อโตขึ้นจนรู้ความ เธอก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ด้วยความที่ไม่อยากให้แม่เธอไม่สบายใจต่อหน้าแม่เธอ เธอจึงทำตัวเป็นเหมือนเพียงเด็กน้อยน่ารักภายใต้รอยยิ้มอันสดใสเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ชายของเธอเจ็บปวดอย่างที่สุด เขาพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะชดเชยความรักที่ซายุขาดหายไป...แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเด็กไม่ว่ายังไงก็ต้องการพ่อแม่ . "คุณโยชิดะ สำหรับซายุแล้ว คุณน่ะเหมือนเป็นพ่อแม่คนแรกในชีวิตของเธอเลย ขอบคุณมากครับ ที่ให้ความสำคัญกับซายุ" พี่ชายของซายุพูดพร้อมกับก้มศรีษะลงขอบคุณโยชิดะ ก่อนที่โยชิดะจะพูดให้เงยหน้าขึ้นพี่ชายของซายุก็เงยหน้าขึ้นก่อน พร้อมทั้งหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาที่รื้นหน่วยตาของเขา "ขอโทษด้วยนะครับ" เขาเช็ดน้ำตาพลางขอโทษโยชิดะ ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับเข้าสู่ประเด็น สำหรับการเตรียมความพร้อมของซายุก่อนกลับบ้าน . ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่า สภาพของซายุตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะกลับบ้าน แต่สำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะแล้ว บ้านยังไงก็คือที่ที่เธอสมควรกลับ ซ้ำยังมีเรื่องจากโรงเรียนของเธออีก ไม่ว่ายังไงซายุก็ควรต้องกลับบ้าน จะมาพูดจาแบบไม่รับผิดชอบ งั้นทิ้งเธอไว้ที่นี่สิก็คงไม่ได้ "ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วัน ผมขอฝากซายุด้วยนะครับ" "ครับ จนกว่าจะถึงเวลานั้น ผมจะพยายามทำในส่วนที่ผมทำได้อย่างเต็มที่ครับ" โยชิดะ รับคำฝากฝังจากพี่ชายซายุด้วยสายตาแน่วแน่ . เมื่อกลับมาถึงบ้านซายุตื่นนอนเรียบร้อยแล้ว เธอกล่าวต้อนรับโยชิดะกลับบ้านพร้อมทั้งถามโยชิดะว่าไปไหนมาเหรอ โยชิดะจึงตอบเธอไปตามความจริงว่าไปกินข้าวเช้ากับพี่ชายเธอมา ทำให้ซายุถึงกับอดถามไม่ได้ว่า "พี่ว่ายังไงบ้างคะ" ซึ่งโยชิดะก็บอกว่า "ไม่ได้ว่าอะไรเธอเสีย ๆ หาย ๆ หรอก กลับกัน เขาน่ะรักและเป็นห่วงเธอมากนะ อยู่ดี ๆ ไปตัดการติดต่อจากเขาหนีหายไปดื้อ ๆ แบบนั้นนี่ สำนึกผิดด้วยนะ ถึงฉันจะเข้าใจความรู้สึกของเธอก็เถอะ" ซึ่งซายุก็รับคำว่าจริง ๆ เธอก็รู้สึกผิดเหมือนกัน . โยชิดะเห็นท่าทางจ๋อย ๆ ของซายุจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ยังกลัวที่จะกลับอยู่หรือเปล่า" ซึ่งเธอก็ตอบว่า ยังกลัว และไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้เธอจะหายกลัวไหม เธอเองก็รู้ว่าไม่กลับคงไม่ได้ แต่ไม่ว่ายังไงก็กลัวอยู่ดี โยชิดะ จึงได้แต่ปลอบเธอว่า "ถ้างั้นก็สนุกกับเวลาช่วงที่เหลือที่นี่ให้เต็มที่อะไรที่ทำได้แค่ที่นี่เท่านั้นก็ทำให้เต็มที่ล่ะกันนะ" . แต่เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไวเสมอ แค่เพียงชั่วพริบตา 1 อาทิตย์ก็ผ่านไปแล้ว อาทิตย์สุุดท้ายแห่งการใช้ชีวิตร่วมกันของทั้งสองคนนั้น ซายุทำอาหารอย่างสุดฝีมือทุกมื้อ พร้อมทั้งจดโน๊ตสูตรและวิธีการทำอาหารไว้ให้โยชิดะ เพื่อที่เวลาที่เธอไม่อยู่ข้าง ๆ แล้ว โยชิดะจะได้ทำกินด้วยตัวเองได้ ทั้งคู่ให้ความสำคัญของการมีกันและกันอย่างที่สุด ด้วยเตรียมใจไว้แล้วถึงเวลาแห่งการจากลาที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า . "คุณโยชิดะคะ หนูมีที่ที่อยากให้ไปด้วยกันค่ะ" ซายุเอ่ยขึ้นในคืนที่ 5 นับจากวันที่พี่ชายซายุมาหา อันที่จริงเธอได้บอกกับโยชิดะไว้แล้ว ว่ามีที่ ๆ ที่อยากให้ไปด้วยกันหลังอาหารเย็น ซึ่งวันนี้ท้องฟ้าก็เป็นใจให้เธอ "ไปดูดาวด้วยกันไหมคะ?" ที่ดูดาวแห่งนี้เป็นที่ที่เธอเคยมากับอาซามิ และเป็นที่ ๆ ที่เธอตั้งใจจะใช้บอกความในใจของเธอกับโยชิดะ . เมื่อถึงที่ดูดาวเธอชวนโยชิดะให้นอนลงกับพื้นพร้อมนอนหงายดูดวงดาวพลางพูดว่า "คุณโยชิดะรู้ไหมตอนที่มาที่นี่กับอาซามิน่ะ เธอบอกว่า เวลาที่มองดูดวงดาวแล้วจะรู้สึกตัวตนของเราของน่ะมันจะเล็กลงไป ถึงอย่างนั้นตัวเราแต่ล่ะคนก็มีที่มาที่ไปและอนาคตของตัวเอง ตอนนั้นน่ะหนูรู้สึกสบายใจมากเลยที่อาซามิยอมรับในตัวหนู มันช่วยความรู้สึกหนูได้เยอะเลย แต่ตอนนี้น่ะ หนูคิดว่า ไม่ว่าหนูจะได้ความช่วยเหลือแค่ไหน แต่ความเป็นจริงมันก็ยังไม่เปลี่ยนไป ต่อให้ในอนาคตหนูจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน เจอผู้คนอีกมากมายแค่ไหน แต่ความเป็นจริงที่หนูหนีมาถึงที่นี่มันก็ยังคงอยู่กับหนูตลอดไป ไม่ว่าใครจะอภัยให้หนู จะยอมรับในตัวหนู แต่ความจริงก็ยังคงอยู่ แค่ความรู้สึกที่อยากหนีขึ้นมาทำให้หนูต้องทิ้งสิ่งสำคัญสำหรับหนูไปมากมาย คนที่ให้ความสำคัญกับหนู คอยสนับสนุนหนูมาตลอด มันมีไม่วันจางหายไปหรอกค่ะกับความผิดพลาดที่หนูก่อขึ้น . ก่อนจะเอื้อนเอ่ยประโยคต่อไป ซายุเอื้อมมือของเธอมาจับมือโยชิดะไว้ แม้มือของเธอจะเย็นเฉียบ แต่ก็ไม่สามารถละสายตาจากเธอได้เลย "แต่ว่านะคะคุณโยชิดะ ถึงอย่างนั้น พอถึงสุดปลายทางแห่งขุมนรก หนูก็ได้พบกับคุณโยชิดะ พอได้พบกับคุณโยชิดะ ทุกอย่างในชีวิตของหนูก็กลับดีขึ้นมาทันที เป็นความสุขที่หนูอยากให้มันอยู่แบบนี้ตลอดไป จนอยากอยู่ที่นี่ตลอดไปเลย แต่.....ไม่ว่ายังไงหนูก็อยู่ที่ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะถ้าหนูอยู่ที่นี่ สุดท้ายหนูก็แค่หนีความจริงในอดีตเท่านั้น ถ้าทำอย่างนั้นล่ะก็....." . ดวงตาของซายุเริ่มมีน้ำใสออกมาคลอรื้นที่ตาเธอแล้ว "การที่หนูได้มาเจอกับคุณโยชิดะ มันจะไร้ความหมายทันทีเลยค่ะ หนูคิดว่าการที่หนูได้มาเจอคุณโยชิดะ เป็นสิ่งดี ๆ ในชีวิตของหนู ไม่ใช่คิดสิ ต้องบอกว่า รู้และสัมผัสได้ว่านั่นคือสิ่งดี ๆ ในชีวิตของหนู" . ซายุพูดพลางขยับตัวเอามามือมาประสานกับมือของโยชิดะ พลางประสานสายตาเข้าหากัน "การที่หนูได้มาเจอคุณโยชิดะ เป็นเรื่องที่ดี่สุดในชีวิตของหนูจริง ๆ ค่ะ ดังนั้น หนูเลยคิดว่ามันจำเป็น ที่จะต้องแสดงมันออกมาให้ประจักษ์ค่ะ ว่าการที่หนูได้มาเจอกับคุณโยชิดะ มันทำให้ชีวิตของหนูดีขึ้นแค่ไหน ไม่ใช่แค่ตัวหนูที่เห็นและยอมรับมัน แต่จะแสดงให้คนรอบข้างเห็นและยอมรับด้วย ถ้าทำแบบนี้ได้แล้ว...หนูคิดว่า.....หนูคงสามารถยืนหยัดในชีวิตได้ด้วยตัวคนเดียวได้ค่ะ หนูจะกลับไปเผชิญหน้ากับอดีต จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีค่ะ" . ภาพของซายุที่สะท้อนในแววตาของโยชิดะ มันทำให้เห็นว่า ซายุ เธอเตรียมใจพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่เธอหนีมา "มันเป็นเรื่องที่หนูเฝ้าหาคำตอบมาตลอดมาว่า การที่หนูหนีมาตลอดจนถึงตอนนี้หนูได้อะไรกลับไปบ้าง ในที่สุด หนูก็ได้พบคนที่หนูอยู่ด้วยแล้วสบายใจที่สุด แต่ไม่ว่ายังไงหนูก็ต้องจากเขาไปอยู่ดี จนหนูกลัวว่าหนูจะไม่ได้อะไรกลับไปเลยสักอย่าง แต่...." . ซายุประสานมือทั้งสองข้างเข้ากับมือของโยชิดะ ก่อนจะพูดว่า " การที่หนูได้เจอกับคุณโยชิดะนี่แหละค่ะ คือ สิ่งที่หนูจะเอากลับไป....เป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ" ประโยคสุดท้าย ซายุเอื้อนเอ่ยขึ้นกับโยชิดะอย่างแผ่วเบา "ของมันแน่อยู่แล้ว" โยชิดะเองก็ตอบกลับด้วยเสียงเบาเช่นกัน ก่อนที่ซายุจะยิ้มตอบให้ ทั้งคู่ตกอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบ ภายใต้ท้องนภาที่พร่างพราวด้วยแสงดาวนับล้านดวง.....
.

. และ Part สุดท้าย เป็น Part ส่งบทขึ้นเรือสำหรับผู้จัดการโดยเฉพาะ . วันรุ่งขึ้น หนึ่งวันก่อนที่ซายุจะกลับบ้าน อาซามิส่งข้อความหาโยชิดะว่า ซายุหายไปจากบ้าน ติดต่อก็ไม่ได้ ทำให้โยชิดะถึงกับเนื้อเต้นไม่เป็นอันทำงานทันที จนในที่สุด ต้องออกไปตามซายุพร้อมกับเพื่อนที่ทำงาน และเมื่อคนที่ทำงานหายไปถึงสองคน ทำให้ผู้จัดการถึงขั้นผิดสังเกตว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งพอสอบถามเหตุผลเธอก็พอเดาสาเหตุได้อยู่ จึงไม่ได้ต่อว่าต่อขานอะไรมากมาย แต่แล้วเธอก็มาพบกับคนที่โยชิดะตามหา ซายุนั่นเอง ด้วยความที่ซายุติดต่อโยชิดะไม่ได้เนื่องจากโทรศัพท์โยชิดะแบตหมด เธอจึงมาหาโยชิดะที่บริษัทแทน ซึ่งก็บังเอิญสวนกันกับโยชิดะที่ออกไปหลังจากแบตเต็มพอดี . ผู้จัดการจึงตัดสินใจ โทรหาโยชิดะว่าเจอตัวซายุแล้ว เดี่ยวจะพาเธอไปอยู่ที่บ้านของผู้จัดการก่อน ให้โยชิดะไปรับซายุที่บ้านเธอ พร้อมกับส่งที่อยู่ให้โยชิดะ ( Note by me: ผู้จัดการนี่.....ทริกผู้ใหญ่มาก เวลาแบบนี้ ยังอุตสาห์วางหมากทิ้งไว้ เล่นให้ผู้ชายรู้จักบ้านแบบนี้ เปิดทางให้ชัด ๆ นี่แหละเสน่ห์ของสาวมีอายุ) แน่นอนช่วงเวลานี้เองที่ซายุจะได้มีโอกาสคุยกับผู้จัดการแบบเปิดใจกับผู้จัดการสองต่อสองอีกครั้ง . ซึ่่งในครั้งนี้ผู้จัดการได้เล่าถึงอดีตของเธอให้ซายุฟังว่าเธอเอง ตอนที่อายุเท่าซายุ ก็เคยหนีออกจากบ้านเหมือนกัน ซึงเหตุที่เธอหนีออกจากบ้านก็เพราะ "เธอหาคุณค่าในการดำรงอยู่ของตัวเองไม่เจอ" เพราะสมัย ม.ปลายบุคลิกของผู้จัดการเป็นพวกไม่ชอบคิดอะไรเยอะ ใครจะไปไหนทำอะไรก็ว่าตามนั้น ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นอะไร ในตอนนั้นผู้จัดการมีเพื่อนผู้ชายที่สนิทมากอยู่คน เขาเป็นคนที่บุคลิกตรงข้ามกับเธอทุกอย่าง ทั้งความมั่นใจในตัวเอง การกล้าแสดงออก และแสดงความคิดเห็น
.

. อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนชายของผู้จัดการได้มาปรึกษาผู้จัดการเรื่องการไปเรียนต่อเมืองนอก ซึ่งผู้จัดการก็ได้แต่ยินดี และจะคอยเป็นกำลังใจให้ แต่เพราะเหตุนี้เองทำให้ผู้จัดการเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อน ถึงความไมได้เรื่องของเธอ จนเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าหนีออกจากบ้านคงทำให้ชีวิตของเธอก้าวหน้าขึ้น เธอจึงโกหกที่บ้านว่าจะไปค้างบ้านเพื่อน แต่เพราะการหนีออกจากบ้านแบบไม่เตรียมตัว ทำให้ทุกอย่างขลุกขลักไปหมด จนตกดึก เธอก็ถูกกลุ่มผู้ชายมารุมจีบเธอเพื่อไปทำเรื่องอย่างว่า โชคดีที่มีผู้ชายใส่สูทมาช่วยเธอเอาไว้โดยแกล้งทำเป็นพ่อเธอมาไล่พวกผู้ชายขี้หลีพวกนั้นไป . ซึ่งพอรู้เรื่องราวจากผู้จัดการว่าเธอไม่มีที่ไป เขาจึงให้เธอไปอยู่ที่บ้าน ผู้ชายคนนี้ชื่อ ซูซูกิ เขาแต่งงานมีลูกและภรรยาแล้ว เมื่อมาถึงบ้าน คุณซุซกิ ก็อธิบายเรื่องราวให้ภรรยาฟัง ซึ่งทีแรกก็ตกใจ แต่ในที่สุดก็เปิดใจยอมรับผู้จัดการให้มาอยู่ในบ้าน ซึ่งเธอก็สามารถสนิทกับคนในบ้านของคุณซูซุกิได้อย่างรวดเร็วทั้งภรรยาและลูก . แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน ตัวผู้จัดการเองก็เริ่มตกหลุมรักซูซุกิซังจนคิด อยากครอบครองเขา แต่แล้วในกลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่เธอลงมาล้างมือ เธอก็ได้ยินสองสามีภรรยาคุยกันถึง ข่าวที่ชาวบ้านเริ่มนินทาว่า คุณซูซูกิ เอาสาวม.ปลายเข้าบ้าน เมื่่อได้ยินดังนี้ทำให้เธอรีบกลับห้องส่วนตัว และตัดสินใจที่จะกลับบ้านทันทีโดยเขียนจดหมายลาไว้หนึ่งฉบับก่อนจะหนีกลับบ้าน
ซึ่งแน่นอนเมื่อกลับบ้านเธอก็โดนที่บ้านดุตามระเบียบ และเรื่องนี้เอง ที่ทำให้เป็น Trauma สำหรับผู้จัดการ ว่าเธอไม่สามารถได้สิ่งที่เธออยากได้มา และ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาใช้ชีวิตแบบทำทุกอย่างเต็มที่สุดความสามารถ ซึ่งจัดว่าทำให้เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาได้ ซึ่งผู้จัดการเองก็คิดว่า การที่ซายุุกลับไปก็คงได้เรียนรู้อะไรจากการออกเดินทางครั้งนี้เหมือนกัน . สิ่งที่ผู้จัดการเล่ามาทำให้ซายุเห็นถึงคุณค่าของช่วงชีวิตการเป็นนักเรียนม.ปลาย และคุณค่าในตัวเธอเอง จนน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ผู้จัดการจะโอบกอดเธออย่างอ่อนโยน ให้ซายุได้ร้องไห้ภายใต้อ้อมอกของเธอ . ทางฝั่งโยชิดะเมื่อได้รับรู้จากผู้จัดการว่าซายุอยู่ที่บ้านผู้จัดการก็รีบบึ่งมาหาเธอทันทีพร้อมถามเหตุผลว่า ทำไมซายุถึงมาหาโยชิดะที่บริษัท เหตุผลคือ ซายุอยากกลับบ้านพร้อมโยชิดะเป็นครั้งสุดท้าย ....แน่นอนว่า โยชิดะเองไม่สามารถปฏิเสธเหตุผลนี้ของเธอได้ ก่อนกลับ โยชิดะได้ขอลางานกับผู้จัดการเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งผู้จัดการก็อนุญาตพร้อมตั้งเงื่อนไขว่า กลับมาแล้ว โยชิดะต้องเลี้ยงเนื้อย่างเธอด้วย ( Note by me: อีหรอบนี้ นี่เข้าแผนชัด ๆ เลย ซายุกลับปั๊บ รวบหัวรวบหางแน่นอน) ซึ่งผู้จัดการเองก็บอกซายุว่า ไว้หาโอกาสมาคุยกันอีกนะ ซายุเองก็รับคำพร้อมน้ำตา . เมื่อกลับมาถึงบ้าน อาซามิที่มารอซายุที่บ้านด้วยความเป็นห่วงก็โผเข้ากอดเธอทันที ซึ่งเมื่อเห็นว่าซายุจังปลอดภัยดีแล้วเธอก็ขอลากลับ พร้อมทั้งบอกซายุว่า "ชีวิตยังอีกยาวไกล แล้วพบกันใหม่นะ" และค่ำคืนนี้จะเป็นค่ำคืนสุดท้ายที่ทั้งคู่จะได้อาศัยร่วมชายคาเดียวกัน . หลังจากที่ทั้งคู่เข้านอน ซายุเอ่ยปากขอไปนอนข้าง ๆ โยชิดะ เพราะนี่เป็นคืนสุดท้ายสำหรับพวกเขาทั้งคู่แล้ว ซึ่งซายุก็บอกว่า "ทั้งที่อยู่ด้วยกันมาตั้งนานแล้ว แต่เป็นครั้งแรกนะคะที่ได้นอนใกล้กันแบบนี้ แปลกนะคะ ทั้งที่แต่ก่อนที่อยู่บ้านคนอื่น นอนข้างคนอื่นแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้" ซึ่งโยชิดะก็ตอบแก้ไปว่า "บอกแล้วไงว่าอย่าไปคิดถึงเรื่องตอนนั้น" ขณะเดียวกันซายุเองก็เริ่มซุกไซ้เข้าหาโยชิดะเรื่อย ๆ จนโยชิดะเริ่มขยับหนี จนซายุต้องเอ่ยปากว่า "อย่าหนีสิคะ ไม่ทำอะไรแปลก ๆ หรอกค่ะ ยังไม่อยากถูกไล่ออกไปตอนนี้" โยชิดะจึงตอบว่า "ถ้าทำล่ะก็ พรุ่งนี้จะไล่ออกไปอย่างไม่รีรอเลยล่ะ" . ซายุจึงตอบว่า "แบบนั้นก็แย่สิคะ" พลางซุกหน้าลงไปกับแผงอกของโยชิดะ แล้วกอดโยชิดะไว้แน่น " ขออยู่แบบนี้อีกนิดเถอะค่ะ ขอเวลาแบบนี้ ให้หนูได้อยู่แบบนี้อีกสักนิดเถอะค่ะ" คำพูดของซายุทำให้โยชิดะถึงกับถามว่า "เกิดอะไรขึ้น" พลางรู้สึกได้ถึงความสั่นเทาของเรือนร่างเล็กที่ซุกอยู่บนแผงอกของเขา ซายุตอบเบา ๆ ว่า "มันยังกลัวอยู่น่ะค่ะ" "อย่างงั้นเหรอ" "การที่จะต้องออกจากที่อันแสนอ่อนโยนแบบนี้ มันกลัวไปหมดเลยค่ะ" "นั่นสินะ" "คุณโยชิดะคะ ถ้าคุณโยชิดะเป็นคุณพ่อหนูล่ะก็จะต้องเลี้ยงหนูได้ดีแน่นอนเลยค่ะ" คำพูดของซายุทำให้โยชิดะรู้เสียดขึ้นมาในอกทันที ถ้าเขาเป็นผู้ปกครองของซายุล่ะก็ จะดูแลซายุได้ดีกว่านี้แน่นอน "ฉันน่ะไม่ใช่พ่อของเธอสักหน่อย " "อือ ทราบอยู่แล้วล่ะคะ" พูดพลางพยักหน้า โยชิดะ จึงเอื้อมมือไปโอบหลังซายุแล้วกอดเธอไว้แบบนั้น
.

. "ฉันน่ะนอกจากเธอแล้วไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับใครเลยนะ" "อืมม เป็นการใช้ชีวิตร่วมกันที่อบอุ่นและอ่อนโยนมากเลยค่ะ" ซายุพูดพลางกอดโยชิดะแน่นขึ้นไปอีก "เพื่อให้เป็นการใช้ชีวิตร่วมกันที่ดีที่สุด คราวนี้จะขอ Service ให้เป็นครั้งสุดท้ายล่ะกันนะ" "อะไรหรือคะ?" "เราไปพบด้วยกันนะ คุณแม่เธอน่ะ" "เอ๊ะ...หรือว่าเมื่อกี้ที่่ขอลาหยุด" "ก็เพื่อเธอนั่นแหละ ไม่รู้ตัวเลยหรือไง" ซายุซึ่่งได้แต่อึ้ง พอรู้สึกตัว เธอก็ซุกหน้าเข้ากับอกโยชิดะแน่นเข้าไปอีกจนโยชิดะรู้สึกเจ็บ "คุณโยชิดะ ขอบคุณมากค่ะ" "ยินดีเสมอแหละ" . เวลาแห่งการใช้ชีวิตร่วมกันของสาว JK และ คุณลุงมนุษยเงินเดือน จบลงแล้ว........
◤◢◤◢◤ ◢◤ ◢◤◢◤ ◢◤◢◤ ◢◤◢◤ ◢◤ ◢
ครับเป็นการสรุปแน่นอนว่าการคาดการณ์ของผมเที่ยวนี้ผิด มันไม่จบจริง ๆ อีกส่วน คำเขียนท้ายเล่มของอาจารย์ผมอ่านแล้วไม่มีอะไรมากครับ อาจารย์เล่าเรื่อง ที่อาจารย์ได้ย้ายบ้านใหม่ เพราะความดังของน้องซายุให้ฟัง กับพูดเรื่อง Covid 19 พร้อมกับขอให้ติดตามเนื้อเรื่องต่อ อีกนิดเดียวจะจบแล้ว . แต่ถึงผมจะคาดการณ์ผิด แต่ฉากที่ผมอยากเห็นที่สุด คือ โยชิดะไปส่งซายุที่บ้านมันการันตีแน่นอนแล้วว่าผมได้เห็นแน่ ๆ . ส่วนกองอวยเรือซายุ อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าให้ทำใจ เล่มนี้เนื้อหาค่อนข้างออกมาชัดมาก (แม้ในใจผม จะเหลือความหวังเรือซายุอยู่ 1 % ที่ อ. อาจเขียนให้เชื่อก่อนหักมุมเพื่อความซึ้งก็ได้ แต่อย่าเพิ่งหวังเลย ) ซึ่งเรื่องนี้ผมเข้าใจว่า ทุกท่านมีกองเรือที่อวยกัน แต่อยากให้มองแง่ดีของนิยายเรื่องนี้ในมุมอื่นนอกจากกองอวยบ้างครับ มันเป็นความรักอันบริสุทธิ์ และ ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดออกมาได้ดีจริง ๆ ครับเรื่องนี้ . ไหน ๆ ก็เขียนสรุป แล้ว ผมขอบ่นในฐานะคนอ่านบ้างเถอะครับ Plot อื่น ๆ ผมโอเค อาจารย์จัดความโชคร้ายของซายุมาชนิดจัดเต็ม แต่ ตรงข้ามครับ พลอตที่ผมมองว่า Weak ที่สุด คือ ของผู้จัดการนี่แหละครับ หรือ คงเพราะอยู่ในเล่มเดียวกันแถมข้างหลังด้วย มันเลยไป Compare กับ ซายุเต็ม ๆ จนผมออกปากว่า มันจะโชคดีเกินไปแล้ว ความทุกข์ที่เธอได้รับน่ะ มันคอมแพร์ไม่ได้กับซายุเลยนะ . แต่เอาเถอะครับ ผมเคารพความคิดอาจารย์ครับ เราคงได้เห็นซายุไปร่วมงานแต่ง ผู้จัดการกับโยชิดะแน่นอน แต่จากคำพูดซายุแล้ว เธอคงตั้งใจจะครองโสดแล้วล่ะครับ เพราะแม้จะไม่พูดออกมา แต่คนพิเศษสำหรับซายุ คือ โยชิดะไม่ผิดแน่นอน . คงมีแต่รุ่นน้อง กับ เพื่อนโยชิดะเท่านั้น ที่ยังคงยืนยันว่า ความรู้สึกในใจของโยชิดะ มันมากกว่าแค่พ่อกับลูก . ขอบคุณทุกท่านที่อดทนอ่านจนถึงบรรทัดนี้ครับผม แล้วพบกันใหม่ครับ
#โกนหนวดไปทำงานแล้วกลับบ้านมาพบเธอ
Comentários